ขออีกที ขออีกรอบ

 

ไม่ไหวแล้ว... จริงๆ

 

 

มันผิดวิสัยนิดหน่อยที่มาอัพบล็อกถี่แบบนี้

แต่มันก็สุดจะทนแล้ว

 

....................

 

คำเตือน: นี่คือมุมมองของเด็กอายุ 15 กรุณาอย่านำไปคิดจริงจัง

 

เรียนพิเศษ-กวดวิชา... อนาคตการศึกษาไทย

 

 

ขอถามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านก่อนว่า

คุณเคยเรียนพิเศษไหม?

 

หลายๆเสียงคงตอบเหมือนกันว่า เคย,ใช่,เรียนอยู่...

 

อันตัวดิฉันนี้ก็เคยสงสัยมานานว่า เราจะเรียนพิเศษไปเพื่ออะไร

ในเมื่อเราก็เรียนในสิ่งที่เหมือนๆกันกับที่เรียนในห้องเรียนแล้ว และก็ไม่เคยตอบคำถามนี้ได้

 

จนเพื่อนเขาพูดกับเราว่า

 

"ไม่เรียนพิเศษเดี๋ยวก็ทำข้อสอบไม่ได้หรอก"

 

ในจุดนี้ สิ่งที่อยากถามต่อมาสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนพิเศษ

คุณเคยโดนพูดแบบนี้ไหม??

 

ถ้าไม่ ก็ไม่มีอะไรต่อแล้วค่ะ แต่ถ้าใช่ คุณจะอ่านต่อหรือไม่ก็ได้

 

 

สิ่งที่ดิฉันสงสัยคือ เพื่อนใช้อะไรในการตัดสินว่า เราจะสอบผ่านหรือไม่

 

มาดูกันดีกว่าว่าในความคิดของดิฉัน สถาบันกวดวิชามาจากอะไร

 

ดิฉันคิดว่า สิงเหล่านี้เกิดจากความขี้เกียจของคนเรานี่แหละค่ะ

 

เริ่มจากตวามคร้านที่จะสอนในห้อง

พัฒนาไปสู่ความโลภในการเงินและชื่อเสียง

ปิดท้ายด้วยการเปิดและก่อตั้งสถาบันกวดวิชาดังๆในปัจจุบัน

 

ไม่ใช่แค่นั้น แค่สังคมเล็กๆในโรงเรียน ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้หาดูได้ยาก

 

เพียงแค่เราตั้งใจมองสักเล็กน้อย

 

 

ตั้งใจมองว่าอาจารย์ที่สอนเรานั้น สอนได้เต็มที่ไหม

อาจารย์ที่สอนเรานั้น สอนด้วยความรักในตัวนักเรียนจริง หรือแค่พอผ่านๆไป

 

แน่นอนว่ามีบุคลากรครูบาอาจารย์น้อยท่านที่จะสอนนักเรียนอย่างจริงจัง

สานต่อมาเป็นการเรียนพิเศษเพิ่มเพื่อเสริมความเข้าใจ

 

อาจารย์ที่โรงเรียนดิฉันหลายท่านเปิดสอนพิเศษในช่วงเวลาเย็นหลังเลิกเรียน

ซึ่งเดิมทีก็ไม่ได้ดูแปลกอะไร...

 

แต่ในความคิดของดิฉัน การที่ท่านอยากให้นักเรียนของท่านเอ็นท์ติด เรียนได้ สอบผ่าน

ท่านควรจะตั้งใจในการสอนอย่างเต็มที่ในห้องมากกว่าจะมาเรียกเก็บเงินเพิ่มแล้วสอนเอาตอนเย็น

 

พฤติกรรมแบบนี้ดูไม่แฟร์เท่าไหร่นัก

 

ให้พูดกันตรงๆ หลายคนคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เรียนในห้องไม่ได้อะไรเลย

ส่วนของดิฉัน ดิฉันคิดว่าทั้งผู้เรียนและผู้สอนมีส่วนร่วมกันในจุดนี้

ต่อให้ผู้สอนสอนดีขนาดไหน แต่ถ้าผู้เรียนไม่รับ มันก็ไม่มีค่าค่ะ

 

แต่ตอนนี้ ประเด็นของดิฉันอยูที่ตัวผู้สอน....

 

ดิฉันอยากถามอาจารย์หลายๆท่านในโรงเรียนของดิฉันว่า ท่านเคยสอนพวกเราเต็มที่ไหม มาหลายทีแล้ว

แต่ก็ไม่กล้าค่ะ ติดที่มารยาท

 

เอาเป็นว่า จากเท่าที่ฟังผู้ใหย่หลายๆท่านมา ครูสมัยก่อนนี่ จะเคี่ยวและดุจนเด็กนี้เละเป็นหมูบะช่อ

แต่ถามว่าเด็กได้ดี เอ็นท์ติดโดยไม่ต้องเรียนพิเศษใช่ไหม....

คำตอบคือ ใช่

แต่ถามว่าพวกเราเหล่านักเรียนชอบไหม คงตอบว่าไม่กันเป็นแถบ ซึ่งดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

 

เอาเถอะ ก็เคยได้ยินอาจารย์หลายท่านๆบ่นๆกันมาว่าระบบไม่ได้เรื่องบ้าง

เวลาสอนไม่พอบ้าง เวลาเรียนน้อยบ้างเลยสอนไม่ทัน ไปเรียนพิเศษเอานะลูก

 

แล้วจะมีโรงเรียนเอาไว้ทำแมวอะไรคะ

 

 

 

แน่นอนว่า ในสมัยนี้ การเรียนพิเศษหรืออะไรๆก็เป็นเรื่องปกติของนักเรียนทุกคนอยู่แล้ว

 

ไม่ว่าใครก็อยากเก่ง อยากได้เกรด 4 อยากมีหน้ามีตาในโรงเรียนทั้งนั้น

 

 

ดิฉันเคยถามเพื่อนที่ได้เกรด 4.00 คนหนึ่งว่าเรียนพิเศษกี่ที่

เขาตอบดิฉันมาว่า เรียนทุกวันจนถึงสี่-ห้าทุ่มนั่นแหละ หลายที่เลย

 

แน่นอนค่ะว่า เห็นอย่างนี้ ใครๆก็อยากเรียนบ้าง

เพราะเรียนแล้วได้เกรดดี ได้เกรด 4 มาง่ายๆ

 

ขอถามสักเล็กน้อยค่ะว่า เมื่อคุณคิดได้เช่นนั้นแล้ว ความคิดใดจะตามมา...

ไมต้องไปเรียนก็ได้หรอก....

 

เข้าอีหรอบด้านบนค่ะ

 

จะมีโรงเรียนไว้ทำแมวอะไรคะ

 

 

อยากให้อาจารย์บางท่านได้รับรู้เอาไว้ ก่อนที่วงการการศึกษาไทยจะเละไปมากกว่านี้

 

คงไม่อยากให้วันนั้นมาถึงใช่ไหมคะ....

 

วันที่คำว่า โรงเรียนเตรียมอุดม จะไม่มีค่า เพราะสถานบันไหนๆ ก็ไม่มีคำว่า สอน

 

คิดดูดีๆค่ะ จะไปมีความต่างอะไร ในเมื่อเด็กคนไหนก็เก่งได้ แค่เข้าสถาบันกวดวิชา

แบบนี้ ต่อให้บ้านน้อยดอยโคกก็ไม่ต่างอะไรกับเตรียมอุดมหรอกค่ะ

 

..........................................

 

อึ้งนความอดทนจริงๆค่ะ

ขอบคุณค่ะที่อดทนอ่านจนจบ

เฮ้อ...

 ............

งานเยอะช่วงต้นเทอมก็ดีกว่าซัดตอนปลายเทอมละว้า

ถึงจะไม่ชอบใจเวลาอาจารย์สั่งการบ้านเท่าไหร่ก็เถอะ

 

...........

 

 

วันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดี

อัพบล็อกที่ดองไว้เป็นชาติซักหน่อย

 

เอ้อ หัวเรื่องก็คงไม่พ้นด้านบนสุดนั่นแหละ

 

'วัยรุ่นกับนวนิยายรัก'

 

จริงๆ ตัวจุดประเด็นมันมาจากเพื่อนสนิทน่ะนะ

ได้คุยกันนิดหน่อย

ก็ไม่พ้นปัญหาคนข้างๆอ่านนวนิยายแล้วกรี๊ดกร๊าดอินไปกับเรื่องนั่นแหละ

 

ถามว่าผิดไหม....

ก็ขอตอบว่า เพื่อนเขาไม่ได้ผิดค่ะ

และถ้าถามว่าถูกไหม....

ก็ขอตอบว่าไม่ถูกเช่นกันค่ะ

 

ก่อนจะฟังความคิดของเราเกี่ยวกับพฤติกรรมคนข้างนี่

 มารู้จักคำว่านวนิยายก่อนดีกว่าไหม?

 

ความหมายของคำว่านวนิยายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พศ.2542 ให้ความหมายไว้ดังนี้

นวนิยาย น. บันเทิงคดีร้อยแก้วขนาดยาวรูปแบบหนึ่ง มีตัวละคร โครงเรื่อง
  เหตุการณ์ในเรื่อง และสถานที่ ที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมจริง เช่น
  เรื่องหญิงคนชั่ว ของ ก. สุรางคนางค์ เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ของ ยาขอบ
  เรื่องสี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องเรือมนุษย์ ของ
  กฤษณา อโศกสิน, ถ้ามีขนาดสั้น เรียกว่า นวนิยายขนาดสั้น เช่น
 

เรื่องดรรชนีนาง.

 

อืม....

 

ก็เข้าที ดูดี มีเหตุผล เพราะนวนิยาย = ความสมจริง

 ที่จะบ่นคือ

พฤติกรรมอันไม่ค่อยจะสมควรเท่าไหร่ สำหรับการแอบแนนวนิยายในห้องเรียน

ครั้นจะไปว่าเขาผิด มันก็กระไรๆอยู่ เพราะเราก็อ่านการ์ตูนในห้องเรียนเหมือนกัน

เข้าอีหรอบ 'ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง' เลยไม่อยากจะตัดสินในส่วนนั้นเท่าไหร่

 

มาว่ากันเกี่ยวกับความอินจัดของคุณเธอ เรียกได้ว่าเข้าขั้น'คลั่ง!'

 

 

ไอ้อ่านแล้วร้องไห้น่ะ ฉันไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่ที่รับไม่ค่อยได้น่ะ....

 

คือการที่เธอฉีกกระดาษสมุดเรียนของอิข้าพเจ้าไปซับน้ำตาของคุณเธอนี่สิ...

 เป็นคุณ คุณจะคิดยังไง....?

 

ถ้าถามว่า แล้วทำไมไม่ห้ามเขาไว้ล่ะ?

ก็อยากจะบอกว่า แม่คุณเล่นดึงแกรกเดียว วิเดียวเท่านั้น กระดาษแผ่นนั้นก็ไปกับมือเธอเรียบร้อย...

อยากห้าม ก็ห้ามไม่ทันหรอกค่ะ...

 

แต่สมุดโดนฉีกไปแล้ว จะทำยังไงได้ล่ะ...

 

ก็ได้แต่ทำใจค่ะ.... ปล่อยเธอไป....

 

.............

 

เอาเป็นว่า จบเรื่องบ่นไว้แค่นี้ก่อน

 มาขึ้นเรื่องใหม่กันดีกว่า

 

นวนิยายรักหวานแหวว

 

เพราะไม่เคยอ่านจริงๆจังๆ ถึงได้ไม่เข้าใจว่ามันเป็นยังไง

เอาเป็นว่า ในส่วนนี้.....

ใครที่เป็นคอนิยายวัยรุ่นหวานแหววชมพูพริ้ง ปิดไปเลยค่ะ!

ยิ่งอ่านต่อก็รังแต่จะช้ำใจ รับไม่ได้อย่างโน้นอย่างนี้

เตือนก่อนนะคะว่าเจ้าของบล็อก ไม่ใจดีกับพวกความรู้สึกอ่อนไหว ค่ะ

แต่ถ้าใครรับได้ อ่านต่อก็ไม่ว่ากันค่ะ

...

.......

............

 

อันว่าไว้ด้วยนวนิยายรักหวานแหวว...

เคยสังเกตไหมว่า สมัยนี้มีนวนิยายรักมากมายหลายแบบ ยิ่งนวนิยายรักใสๆสไตล์วัยรุ่นแล้ว...

 

ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

 

มีตั้งแต่นานมียันแจ่มใส หาที่ไหนก็เจอ

วันนี้จะขอลองแตกลักษณะคาแร็กเตอร์และโครงเรื่องออกมาซะหน่อย ขอชำแหละทีเถอะ...

 

ด้วยประสบการณ์เกี่ยวกับนวนิยายแบบนี้ของอิข้าพเจ้านั้น มีเพียงการอ่านคร่าวๆ เท่านั้น

ก็จะขอชำแหละในแบบคร่าวๆ แล้วกันค่ะ...

 

1.ชำแหละสายเรื่อง: เมาท์กระจุยหรืออีโมกระจาย

ก็ตามนั้น นวนิยายประเภทนี้แบ่งเป็นสองสาย

1.สายนางเอก/พระเอกพาเมาท์

2.สายอีโมติค่อน

 

สายเมาท์:

นางเอกและพระเอกจะเล่าเรื่องเองนั่นแล แถมเป็นสายที่นับได้ว่าหน้าด้านมากๆ

เพราะเล่นแฉตัวเองเสียหมดเปลือกจนบางคนนี่แฉซะตัวเองหาดีมิได้ แต่คนอ่านก็ยังคงเชียร์มันอยู่...

เรียกได้ว่าพระเอกนางเอกสายนี้เก่งเรื่องจิตวิทยาฉิบหาย เลวขนาดไหน คนอ่านก็ยังเชียร์มันเข้าไปได้

แรกๆเป็นสายที่น่าสนใจ อ่านยังไงก็สนุก 

แต่ต่อมาพบเห็นได้ตามโต๊ะเรียนและจิตกรรมฝาผนังสถานการศึกษาทั่วไป

อันได้แก่ถ้อยความบอกรักทั้งหลายบนผนังและโต๊ะเรียนนั่นแล

แนะนำไรท์เตอร์นักเขียนหน่อยนะจ๊ะว่า ถ้าแต่งแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

มีแต่มุกจะหมดจนเอามาแยกส่วนเหมารวมได้ฉะนี้แหละจ้ะ

 

สายอีโมติค่อน:

สายนี้เป็นกิ่งก้านสาขามาจากสายเมาท์ อันว่าถ้าสังเกตดูดีๆ

นวนิยายหลายเรื่องจะมีอีโมติค่อนจำพวก -*- ,0.0,-////-,ฯลฯ...

สายนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าจุดเด่นของพวกเขา คือจำนวนอีโมค่อนที่เรียกได้ว่า กระจาย!!!

มีมันซะทุกบรรทัด สาดซะเต็มหน้ากระดาษสาดซะไม่มีที่ให้ตัวอักษรอยู่....

บางเรื่องเป็นสายอีโมแท้ไม่ผสม เล่นสาดซะสองอีโมต่อบรรทัด....

เยอะไปไหม??

สายนี้ไม่ได้ก่อปัญหาอะไรมากไปกว่าความรำคาญสำหรับนักอ่านบางท่าน

และสายนี้เป็นสายที่ อึด ถึก บึกบึน

แม้คุณจะพิมพ์เนื้อหาได้เพียง 70 หน้า

อีโมคิค่อนเหล่านี้มีสิทธิ์เพิ่มจำนวนหน้าให้เป็น 100 หน้าได้อย่างง่ายดาย!!!

 

 

2.ชำแหละนางเอก: สิ่งมีชีวิตที่เกือบจะดีพร้อม

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางเอกของนวนิยายไม่ได้ดีพร้อม นางเอกมี 3 ประเภท

1.ใสซื่อไร้เดียงสา

2.ปากมาก่อนสมอง

3.แอ๊บแบ๊ว

 

ใสซื่อไร้เดียงสา:

สายนี้ต่างจากสายแอ๊บแบ๊วตรงที่ว่านางเอกของเรื่องนั้นมีความผิดปกติทางพันธุกรรมมาแต่กำเนิด

อาจจะเป็นโรคท่อน้ำตารั่วซึมมาแต่เยาว์วัย โรคมือและเท้าอ่อนแรงหรือโปลิโอเวอร์ชั่นเล็ก เป็นต้น

เรียกได้ว่านางเอกของประเภทนี้รันทดที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้

บางทีก็สมควรเชียร์เพราะเธอจะได้มีเงินไปรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้ซักที

 

ปากมาก่อนสมอง:

ตรงตามชื่อ

นางเอกสายนี้ปากหมาและปราศจากความคิดในเวลาที่วจีพจน์แต่ละคำค่อนๆหลุดออกมาจากปาก

เป็นประเภทของนางเอกที่คงจะนิยมกันมากในปัจจุบัน และนางเอกเหล่านี้มันจะมีเรื่องขัดแย้งไปทั่ว

เรียกได้ว่าตามองค์ประกอบของการเขียนเรื่องนั้น

นางเอกตัวเดียวเป็นได้ทั้งตัวเดินเรื่องและตัวขัดแย้งทีเดียว

นี่อาจเป็นสาเหตุที่นางเอกสายนี้เรตติ้งค่อนข้างดี เพราะไม่ต้องเปลืองสมองในการคิดอะไรๆขึ้นมาเสริมอีก

 

แอ๊บแบ๊ว:

นางเอกสายนี้น่าสมเพชที่สุดเท่าที่เคยปรากฎ แม้ตัวเธอจะเกิดมาดี เธอหาได้ใฝ่ดีไม่

เธอมักจะทำตัวให้น่าสมเพช ด้วยการเสแสร้งเป็นโรคท่อน้ำตารั่วซึมระยะสุดท้าย หรืออื่นๆ

ซึ่งเป็นที่น่าสลดว่าเธอเกิดมาสมบูรณ์พร้อม แต่กลับอยากเป็นโรควิกลจริตเหล่านี้...

นี่มันน่าสมเพช.....

อย่างไรก็ตาม นางเอกสายนี้ก็ยังเรียกเรตติ้งได้ค่อนข้างดีทีเดียว

 

2.เชือดพระเอก: หาสาระมิได้หรือร้ายจนนรกมิรับ

รวบรัดซักหน่อยแล้วกันนะ จุดจบของพระเอกสองประเภทนี้เหมือนกันคือขโมยจูบนางเอกได้

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือบุคลิกของพระเอก

พระเอกมี 2 สาย ดังนี้

1.สายหล่อเลวเลือกได้ เจ้าชายนรก

2.สายปัญญาหามีไม่ ไร้สิ้นซึ่งสาระ

 

สายหล่อเลวเลือกได้ เจ้าชายนรก:

ก็ตามชื่อ หล่อ เลว เลือกได้ พระเอกสายนี้พฤติกรรมเรียกได้ว่าเจ็ดบาปยังอาย ลักษณะเด่นคือ....

เรียนดี สูง หล่อ พ่อรวย แม่สวย หุ่นสมาร์ท ข้างนอกสมประดีทุกอย่างแต่จิตใจนี้หาได้สมประดีไม่

สังเกตได้ในเวลาที่พระเอกกลุ่มนี้จะเล่นมุกหลอนจิตใส่นางเอกเรื่อยๆ

สภาพจิตเรียกได้ว่าอลิซาเบธ บาโธรี่เรียกพ่อ แจ็ค เดอะริปเปอร์เรียกพี่

ถ้าเลี้ยงไม่ดี พระเอกกลุ่มนี้มีสิทธ์กลายเป็นหนึ่งในรายชื่อฆาตกรโรจิตที่ FBI ประกาศจับอยู่ก็เป็นได้

เป็นกลุ่มพระเอกที่พบเห็นได้ค่อนข้างบ่อย

 

สายปัญญาหามีไม่ ไร้สิ้นซึ่งสาระ:

ก็ไร้สาระ วันๆพีแกจะไม่เคยทำอะไรนอกจากยียวนนางเอก พระเอกสายนี้มีบทก็เหมือนไม่มี

เพราะไร้สาระและมากด้วยน้ำเกินกว่าทีใครจะมอบความสนใจให้ แต่ดูๆไปอีกมุมหนึ่ง

พระเอกกลุ่มนี้มีสิทธิเรียกเรตติ้งได้ดีเพราะอาการสมองโตช้าอันเป็นโรคทางพันธุกรรอย่างหนึ่ง

ผู้อานจะไม่ได้อะไรจากพระเอกสายนี้ แต่ถ้าอ่านแก้กระหายละก็

คุณคงไม่อยากอ่านไปอีกนานแสนนาน

 

3.เจี๋ยนตัวร้าย: ไม่ต้องอธิบายก็เข้าใจได้

ตัวร้ายนี่คงไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ามันคือ ตัวร้าย!!!

มันจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ ที่แน่ๆ มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปากเสียเป็นยิ่ง

เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกระป๋องสีไว้ในครอบครองมากมายมหาศาลขนาดที่สามารถหยิบป้ายๆ ได้ทุกๆวัน

เป็นกลุ่มนักแสดงที่ไม่ค่อยได้รับความเห็นใจเท่าไหร่นักจากผู้อ่าน

แต่ก็เรียกได้ว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ที่สำคัญของการแต่งนวนิยายเช่นกัน

และสุดท้าย..........

ตัวร้ายบางส่วนจะสามารถกลับใจมาเป็นคนดีได้

ในขณะที่บางส่วนยังคงยึดมั่นกับบาป และบางส่วนได้ลาโลกไปแล้ว...

 

.............................

 

ก็จบ

มีสิ่งที่อยากพูดเท่านี้แหละ

ไม่พอใจ... จะด่าก็ไม่ได้ว่า

แต่ก่อนจะด่าใครน่ะ กรุณาดูให้ดีๆเสียก่อน

เพราะเอ็นทรี่นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว...